บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้กำหนดนโยบายการจัดการด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยการประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อธุรกิจ รวมถึงแนวโน้มกฎระเบียบและมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านภูมิอากาศที่เข้มข้นขึ้น ผ่านความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในการารเรียกร้อง ให้เปิดเผย “ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตรวจสอบได้” และการติดตามผลอย่างต่อเนื่องในห่วงโซ่คุณค่าตลอดจนความคาดหวังของนักลงทุนและลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับความเสี่ยงทางกายภาพต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจจากสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน (Heatwaves) หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ ที่มีความถี่และความรุนแรงสูง เป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการดำเนินงานโดยตรงจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ. สำหรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านนโยบาย (Transition Risk) เช่น ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน มาตรการด้านคาร์บอนในตลาดต่างประเทศ นำไปสู่การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมภายใน (Inside-out) โดยพิจารณาแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริงจากกิจกรรมภายใน เช่น การใช้พลังงาน การขนส่ง สารทำความเย็น รวมถึงการปล่อยทางอ้อมในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านภูมิอากาศอย่างเป็นระบบผ่านนโยบาย เป้าหมาย การติดตามผล และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ จึงกำหนดทิศทางการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบมุ่งผลลัพธ์ โดย (1) จัดทำข้อมูลปีฐานและบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดเก็บข้อมูลให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ (2) กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณระยะสั้น/ระยะกลางที่สอดคล้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงติดตามความก้าวหน้าเป็นรายงวดและทบทวนมาตรการให้เหมาะสม ขับเคลื่อนมาตรการลดการปล่อยผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การปรับปรุงกระบวนการ การใช้พลังงานหมุนเวียน และการบริหารจัดการการเดินทางอย่างเหมาะสม รวมถึงการมีส่วนร่วมกับคู่ค้าเพื่อยกระดับข้อมูลและลดการปล่อยในห่วงโซ่คุณค่า และ (4) ประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านภูมิอากาศเพื่อเสริมความพร้อมด้านการปรับตัว (adaptation) และความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) พร้อมเปิดเผยข้อมูลและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียติดตาม
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 เท่ากับ 31.57 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 เท่ากับ 443.91 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 เท่ากับ 342.81 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกเป็นปัญหาสำคัญที่ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งทำให้ธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นและความคาดหวังของนักลงทุน ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตและการดำเนินงานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ ดังนั้น การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจึงถือเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน (Material to Competitiveness) เนื่องจากบริษัทฯ มีการขยายเครือข่ายการให้บริการผ่านโมเดลแฟรนไชส์ (Franchise Model) ครอบคลุมประเทศกลุ่มเป้าหมายในเอเชียและตะวันออกกลาง ซึ่งมีการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ ตามนโยบายและพันธสัญญาในการลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ สอดคล้องกับกลยุทธ์ "Good Green" ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับพันธมิตรในระดับสากลเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณในระยะสั้นและระยะยาวในการ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ลงร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2570 การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ ภายใต้การกำกับดูแล (Oversight) ของคณะกรรมการบริษัท ให้เป็นไปตามทิศทางขององค์กรที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งดำเนินการระบุและประเมินประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศตามหลักการ Double Materiality เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้บูรณาการปัจจัยด้านภูมิอากาศเข้ากับแผนยุทธศาสตร์ "Jump+" และการวางงบประมาณลงทุน ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน อาทิ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ การนำกลับมาใช้ซ้ำ การใช้วัสดุทดแทน (Circular Supplies) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Robotics และระบบ Automation ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต ในพื้นที่เท่าเดิม ส่งผลให้ลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินโครงการร่วมทุนผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ (Culture Media) ภายในประเทศเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งทางไกลในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับความโปร่งใสผ่านการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 1 และ 2 ย้อนหลัง 3 ปี และจัดให้มีการทวนสอบข้อมูลโดยบุคคลที่สาม โดยยึดกรอบมาตรฐานสากล อาทิ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 13 (Climate Action) เป็นแนวทางหลักในการดำเนินงาน
ความมุ่งมั่นด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบของปัญหาด้านความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและการผลิตผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) จึงพัฒนานโยบาย กลยุทธ์ "Good Green" และแผนปฏิบัติการในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วย การบริหารจัดการพลังงาน การบริหารจัดการน้ำ การจัดการของเสียและสิ่งปนเปื้อน และการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกโดยขับเคลื่อนผ่านนโยบายการจัดการด้านความยั่งยืน และประกาศเจตนารมณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้การกำกับดูแล (Oversight) ของคณะกรรมการบริษัท พร้อมตั้งเป้าหมายยกระดับการดำเนินงานสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2578 และมีเป้าหมายระยะสั้นในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานไฟฟ้า ของเสีย และ ทรัพยากรน้ำลงร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2570
นอกจากนี้ บริษัทฯ ส่งเสริมความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในการยกระดับความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และกลยุทธ์ 4Rs ประกอบด้วย การลดการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการทดแทน (Replacement) ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี Robotics และระบบ Automation มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรสูงสุด (Resource Efficiency) นำไปสู่การสร้างคุณค่าหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ของเสีย (Waste to Value) และมุ่งสู่เป้าหมายลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 6, SDG 7, SDG 9, SDG 11, SDG 12, SDG 13, SDG 15 และ SDG 17 (นโยบายฉบับเต็มโปรด Scan QR Code)

ตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
| ตัวชี้วัด | เป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2570 |
|---|---|
| ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากปีฐาน 2568 | ลดลงร้อยละ 10 |
โครงสร้างด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ กำหนดให้คณะกรรมการบริษัท (Board of Director) จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและความคุมความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ โดยคณะกรรมการบริษัท นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer/ Managing Director) และคุณพรรณอุไร อัครศักดิ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการ (Chief Operating Officer) มีหน้าที่อนุมัติและทบทวนนโยบาย พิจารณารายงานความเสี่ยงและโอกาสรวมถึงผลผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะและสนับสนุนการปลูกฝังให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยมี ดร.วัชรี ถิ่นธานี ประธานคณะกรรมการและกรรมการอิสระ ทำหน้าที่กำกับดูแล ให้คำแนะนำ และติดตามการดำเนินงานในระดับนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นไปอย่างเหมาะสม ขณะที่ คณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) มีหน้าที่กำหนดกลยุทธ์การเติบโตผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ บริหารจัดการ พัฒนา และติดตามการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพ คณะทำงานย่อยและพนักงาน (Employee) มีหน้าที่ดำเนินการตามฝ่ายหรือแผนก สื่อสารข้อมูลไปยังผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงรวบรวมข้อมูลความเสี่ยงและเจ้าหน้าที่บริหารหรือหน่วยงนโยบาย กระบวนการ และแผนปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ลานที่เกี่ยวข้อง โดยมีแนวทางในการปฏิบัติถึงความรับผิดชอบที่บริษัทฯมีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

แนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ มุ่งมั่นวางแนวทางการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดนโยบายและ คำมั่นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลด และ หลีกเลี่ยงผลกระทบอย่างเหมาะสม พร้อมกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณระยะสั้น ตามกรอบระยะเวลกลยุทธ์องค์กร เพื่อสนับสนุนการติดตามผลที่ตรวจสอบได้และสอดคล้องแนวปฏิบัติสากล
ทั้งนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นมาตรการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม และจัดทำระบบข้อมูลการรายงานเพื่อความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง
แผนการดำเนินงานลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระยะสั้น
- จัดทำข้อมูลปีฐานและรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุม ขอบเขต 1 2 และ 3 เพื่อรองรับการติดตามผลอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ GHG Protocol
- สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดการ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลผ่านการคืนค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในการชาร์จ และสิทธิพิเศษรายปีสำหรับผู้ใช้ยานยนต์ ไฟฟ้า เพื่อยกระดับการลด และ หลีกเลี่ยงผลกระทบ
- ติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซจากการเดินทางในขอบเขต 3 ประเภทที่ 6 การเดินทางของพนักงาน เพื่อธุรกิจ (Business Travel) โดยคำนวณคาร์บอนที่ลดลง (tCO2e) เทียบปีฐาน และเชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงปริมาณระยะสั้น
- สรุปผลและรายงานข้อมูลการปล่อย และ การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ตรวจสอบได้ และมีความโปร่งใส
- ขอรับการทวนสอบข้อมูลโดยหน่วยงานภายนอก และระบุมาตรฐานการรับรองที่ใช้เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือ ผ่านมาตรฐานของ ISO 14064-1
ในการขับเคลื่อนสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 บริษัทฯ ประยุกต์ใช้เครื่องมือการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุกเพื่อสร้างความตระหนักต่อผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมุ่งเน้นแนวคิด “Green Biotech” และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาบริหารจัดการตั้งแต่การออกแบบกระบวนการในห้องปฏิบัติการที่มุ่งเน้นการลดของเสีย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทฯ นำเทคโนโลยีสะอาด (Cleaner Technology) ผ่านการใช้ เทคโนโลยี Robotics และระบบ Automation ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตได้ถึงร้อยละ 300 ในพื้นที่เท่าเดิม ส่งผลให้ลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานและทรัพยากรต่อหน่วยการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization) และการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) โดยเฉพาะในโครงการร่วมทุนผลิตน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ (Culture Media) ภายในประเทศร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (GPO) เพื่อลดภาระการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งทางไกลและการนำเข้า ในด้านการจัดการของเสีย บริษัทฯ จัดการขยะตามหลักสุขาภิบาล และส่งต่อเพื่อนำไป แปรรูปเป็นพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดของเสียฝังกลบ

ในระดับกิจกรรมภายในองค์กร บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความยั่งยืนผ่านโครงการดิจิทัลและนโยบาย Paperless โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้กระดาษลงร้อยละ 5 ภายในปี 2568 พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการสนับสนุนพนักงาน และปลูกฝังจิตสำนึกว่า ESG คือวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้" ตั้งแต่การแยกขยะไปจนถึงการประหยัดพลังงานในที่ทำงาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพิจารณาการใช้ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing; ICP) เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจในการลงทุนเพื่อมุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำการดำเนินงานทั้งหมดอยู่ ภายใต้การกำกับดูแล (Oversight) ของคณะกรรมการบริษัท โดยมีรายละเอียดเป้าหมายที่สำคัญ ดังนี้:
- เป้าหมายระยะสั้น: ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2570 เทียบกับปีฐาน 2568
- เป้าหมายระยะยาว: ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำลง ร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2570 เทียบกับปีฐาน 2566 มุ่งสู่ความการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2593 ที่บริษัทกำหนด เพื่อตอบรับเป้าหมาย ระดับประเทศและสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน
ตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
| ตัวชี้วัด | เป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2570 |
|---|---|
| ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากปีฐาน 2568 | ลดลงร้อยละ 10 |
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในฐานะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องทางธุรกิจ ต้นทุนการดำเนินงาน และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ
การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและผลการดำเนินงาน
ในปี พ.ศ. 2568 บริษัทฯ ดำเนินการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกตามกรอบแนวทางที่ยอมรับในระดับสากลในปีแรกผ่านการทวนสอบโดยบริษัท BSI Group (Thailand) Company Limited ภายใต้มาตรฐาน ISO14064-1:2018 โดยครอบคลุมขอบเขตการปล่อยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กร พร้อมทั้งเพิ่มความครบถ้วนของข้อมูลกิจกรรมและหลักฐานอ้างอิงในแต่ละแหล่งกำเนิดการปล่อย ดังนี้
- การปล่อยทางตรง (Scope 1) เท่ากับ 31.57 tCO2e
- การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2) เท่ากับ 443.91 tCO2e
- การปล่อยทางอ้อมอื่นที่มีนัยสำคัญ (Scope 3) เท่ากับ 342.81 tCO2e โดยหมวดที่มีนัยสำคัญ คือ หมวดที่ 6 : การเดินทางเพื่อธุรกิจ (Business Travel)
รวมเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 818.29 tCO2e
ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในปี 2568
ความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ติดตาม “ความเข้มการปล่อย” เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานเมื่อเทียบกับระดับกิจกรรมขององค์กร โดยในปี พ.ศ. 2568 ความเข้มการปล่อยอยู่ที่ 1.36 TonCO2eq/ล้านบาท
การประเมินฉากทัศน์ของบริษัทฯ
บริษัทฯ ดำเนินการวิเคราะห์ฉากทัศน์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาส เชิงกลยุทธ์ โดยในฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านอย่างเข้มข้น (1.5°C) บริษัทฯ มุ่งเน้นการจัดการความเสี่ยงจากการปรับเปลี่ยนนโยบายและข้อบังคับคาร์บอนที่อาจกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมแสวงหาโอกาสจากความต้องการผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ในฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านล่าช้า (มากกว่า 2°C) บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการรับมือความเสี่ยงทางกายภาพจากภัยธรรมชาติรุนแรงที่อาจกระทบต่อระบบไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งเน้นการเสริมความทนทานของโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการวิกฤตเชิงรุก เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจและความเป็นเลิศตามกรอบการดำเนินงาน ESG สู่ความยั่งยืนในทุกมิติ
| หัวข้อการวิเคราะห์ | ฉากทัศน์ที่ 1: การเปลี่ยนผ่านอย่างเข้มข้น (Transition Focus 1.5°C) |
ฉากทัศน์ที่ 2: การเปลี่ยนผ่านล่าช้าและผลกระทบ (Delayed Transition >2°C) |
|---|---|---|
| สมมติฐานหลัก | นโยบายเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกเข้มงวดขึ้น มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนนักลงทุนให้ความสำคัญกับ ESG สูง | นโยบายเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกล่าช้า เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วถี่ขึ้นความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสูง |
| แรงขับเคลื่อนหลัก (Driver) |
ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) กฎระเบียบ ตลาด และกลไกการเงินเชิงเขียว | ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) ภัยธรรมชาติ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน |
| ผลกระทบต่อบริษัทฯ | ต้นทุนพลังงานและค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซสูงขึ้น | ความเสี่ยงสูงต่อระบบไฟฟ้าและระบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) |
| ต้องลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานระดับ Lab | ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก (Supply Chain Disruption) | |
| ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น | ค่าเบี้ยประกันภัยและต้นทุนบริหารความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น | |
| การตอบสนองเชิงกลยุทธ์ | จัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เสริมความทนทาน (Resilience) ของอาคารและระบบวิศวกรรม |
| เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน | กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์สำรอง | |
| บูรณาการมิติ ESG เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ | พัฒนาระบบความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ |
ผลลัพธ์ด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยกำหนดแนวทางการจัดเก็บและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ควบคู่กับการดำเนินมาตรการลดการปล่อยจากการใช้พลังงาน การเดินทาง และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเป็นปีแรกตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 โดยมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 818.29 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ประกอบด้วย Scope 1 จำนวน 31.57 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า Scope 2 จำนวน 443.91 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และ Scope 3 จำนวน 342.81 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งหมวดที่มีนัยสำคัญคือการเดินทางเพื่อธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการติดตามความเข้มการปล่อย การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการยกระดับคุณภาพข้อมูล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 10 ภายในปี 2570 เทียบกับปีฐาน 2568
โครงการด้านบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้กระดาษอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีปริมาณการใช้งานรวมทั้งสิ้น 12,994.03 กิโลกรัม แบ่งเป็นกระดาษโบรชัวร์สำหรับสื่อประชาสัมพันธ์ 6,788.36 กิโลกรัม ถุงกระดาษสำหรับให้บริการลูกค้า 2,672.80 กิโลกรัม และกระดาษรีมสำหรับงานธุรการภายในสำนักงาน 2,651.77 กิโลกรัม ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรไร้กระดาษ (Paperless Organization) ผ่านนโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อลดสัดส่วนการใช้เอกสารในรูปแบบกระดาษอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปลูกฝังวัฒนธรรมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนตามมาตรฐาน ESG และสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

บริษัทฯ ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทางของบุคลากรและผู้มาติดต่อ โดยจัดให้มีแท่นชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ภายในพื้นที่ของ MEDEZE เพื่ออำนวยความสะดวกและจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งนี้ ในปีนี้มีการบันทึกปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้ารวม 2,841.53 kWh ซึ่งเป็นข้อมูลการชาร์จไฟของรถยนต์ส่วนกลางที่เข้ารับบริการชาร์จ ณ สถานีชาร์จภายนอกบริษัท และนำมาคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามขององค์กรในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
